MHz's profile*** E20FWF ***PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
Comment and sign my guestbook here
*** E20FWF ***NuErr+ October, 2009 Miniseries: ซื้อบ้าน Season 1 Episode 1อยากเขียน แต่ยังไม่ว่าง
เปิดไว้ก่อน จะได้ไม่ลืม
หลังจากที่พยายามผ่อนคลายมาได้ 2 วัน วันปิยมหาราช + วันเสาร์ ก็คงได้ฤกษ์เขียนอะไรซะหน่อย ก่อนที่จะต้องกลับไปทำงานหัวปั่นในวันพรุ่งนี้ มีประชุมเช้าด้วย ไม่อยากจะคิดเลย
ความคิดที่จะซื้อบ้านนั้นเริ่มมาจากการมีปมด้อย อ่านไม่ผิดหรอกครับ ผมเป็นคนมีปมด้อยมาตั้งแต่เด็กๆเพราะว่าไม่มีที่วิ่งเล่น (ฮา)
สมัยเด็กๆตั้งแต่จำความได้ก็อยู่บ้านตึกแถวเลย เป็นตึกแถวสามชั้นกับอีกหนึ่งดาดฟ้าก็ได้ 16 หรือ 18 ตารางวานี่แหละจำไม่ได้แล้ว ด้วยความที่เป็นตึกแถวซึ่งจะปลูกสร้างอาคารเต็มพื้นที่ แถมยังมี 3 ชั้นกับดาดฟ้านี่แหละ ก็เลยทำให้บ้านมีเนื้อที่มาก ไม่รู้สึกว่าคับแคบเลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยความที่เป็นบ้านเซ้งจึงต้องรีบเซ้งออกไปแล้วหาที่อยู่ใหม่ นับเป็นความโชคดีที่คุณแม่ตัดสินใจถูกต้องและคาดการณ์อนาคตไว้ล่วงหน้าเกือบ 20 ปี (ขณะที่เขียนอยู่นี้สัญญาเซ้งได้หมดไปแล้วหลายปีและได้เปลี่ยนวิธีการเป็นการคิดค่าเช่าเป็นรายเดือนและยังต้องจ่ายเงินกินเปล่าอีกด้วย)
หลังจากเซ้งบ้านที่สาธุประดิษฐ์ไปแล้วก็ย้ายมาอยู่บ้านที่สำโรง (สมุทรปราการ) ซึ่งได้อยู่มาจนถึงปัจจุบันก็ 20 ปีเห็นจะได้แล้ว ลักษณะบ้านก็เป็นทาวน์เฮ้าส์ 16 ตารางวา มี 2 ชั้น ตัวบ้านก็เล็กกว่าบ้านตึกแถวเดิมเพราะปลูกไม่เต็มพื้นที่ อีกทั้งยังมีเพียง 2 ชั้นทำให้ค่อนข้างคับแคบ ตั้งใจว่าซักวันหนึ่งเราจะโต เราจะโต (สมัยนั้นยังอยู่ประถมอยู่เลย) จนตอนนี้ได้(หัว)โตสมใจอยากเลย
การโตนั้นก็มีแรงบัลดาลในมาจากสมัยยังเล็ก ช่วงปิดเทอมหรือบางช่วงเวลานั้นอาม่า (คุณยาย) จะไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้าง ไปไหว้พระ โรงเจบ้าง ก็อาศัยตามม่าม้าไปช่วยอาม่าเฝ้าบ้านให้ที่อมู่บ้านสัมมากร (บางกะปิ) ซึ่งเป็นหมู่บ้านจัดสรร ตัวบ้านก็ไม่ได้ถึงกับใหญ่โตอะไร 110 ตารางวา เป็นบ้านพร้อมที่ดิน ตามสูตรทั่วไปเลยก็คือมีบ้าน แล้วก็มีที่ดินให้วิ่งเล่นได้ ซึ่งก็เป็นแรงบันดาลใจว่า บ้านแบบนี้แหละ ที่เราจะโต
September, 2009 APRS Exxperimental II (Adjustment)คราวที่แล้วเราได้รู้จัก APRS กันไปแล้วว่ามีหลักการทำงานกันอย่างไร คราวนี้เรามาดูเรื่องของการปรับแต่งระบบการส่งสัญญาน
ก่อนอื่นเรามาดูส่วนประกอบกันก่อนว่ามีอะไรกันบ้าง
จากรูปประกอบก็จะเห็นว่ามีอุปกรณ์ที่เป็นแผงวงจรอยู่ 3 ชิ้นด้วยกันคือ
แผ่นแรกเป็นแผ่นวงจรสีทองแดง (มุมบนซ้าย) คือวงจร Tracker หรือตัวควบคุมพระเอกของเรา
แผ่นที่สองถัดลงมาทางด้านล่างจะเห็นมีจอ LCD อยู่ด้วย อ่านตัวเลขได้ 145.525 คงจะเอาได้แล้วว่ามันคือเครื่องวิทยุสื่อสาร แต่มีเฉพาะตัวเครื่องด้านใน ไม่มีตัวเคส เปลือยๆว่างั้นเถอะ
แผ่นที่สามด้านขวามือก็คือเครื่องรับ GPS ที่จะส่งข้อมูลให้ Tracker ว่าขณะนี้เครื่องรับอยู่ที่ตำแหน่งแห่งหนตำบลใด
ภาพนี้แสดงให้เห็นว่ามีการต่อ Capacitor หลายตัวเข้าที่อุปกรณ์ Regulator และมีการพันโช้คเข้ากับแกนทอรอยด์สีดำๆ ก็เพื่อกำจัดสัญญานรบกวนที่มาจากไฟรถยนต์ให้ได้มากที่สุด และสายไฟสีส้มๆที่ต่อเข้ากับกล่องนั้นก็เพื่อให้กล่องโลหะทำหน้าที่เป็นกราวน์และป้องกันสัญญานรบกวนจากภายนอกและไม่ให้สัญญานจากภายในออกไปรบกวนอุปกรณ์อื่นๆด้วย
พอจะใช้งานเราก็ต้องโปรแกรมกันก่อนโดยชุด Tracker ที่เราใช้นี้เป็นตระกูล EZTrack จึงใช้การตั้งต่าตัวอย่างตามนี้สำหรับการทดสอบ
ในที่นี้เราจำไม่พูดถึงการตั้งค่าเนื่องจากผู้เผยแพร่ได้จัดทำข้อมูลไว้แล้ว
พอโปรแกรมเสร็จ ก็จับชุด Tracker ยัดใส่ท้ายรถ เสียบขั้วไฟเข้ากับปลั๊กจุดบุหรี่ ต่อสายนำสัญญานของ GPS เข้าที่เครื่องรับ และต่อสายนำสัญญานของวิทยุสื่อสารเข้าที่เครื่องรับส่งเป็นอันจบกระบวนการ
เริ่มตันทดสอบ
เริ่มทดสอบโดยการจ่ายไฟเลี้ยงเข้าวงจรเพื่อให้อุปกรณ์ได้รับไฟเลี้ยงก็จะมีไฟ Power แสดงพร้อมกับไฟ GPS สีส้มที่กระพริบเป็นจังหวะติดสั้นๆดับยาวๆ เพื่อแสดงว่าได้รับข้อมูลจาก GPS แล้วแต่ยังไม่สามารถล๊อกตำแหน่งได้ รอไปอักสักครู่จน GPS สามารถล๊อกตำแหน่งได้แล้วไฟสีส้มจะเปลี่ยนเป็นกระพริบติดยาวๆดับสั้นๆ จากนั้นก็เริ่มขับรถตระเวนเพื่อทดสอบการส่งสัญญานกันได้เลย
ทดสอบครั้งที่ 1
การทดสอบครั้งแรกอย่างเป้นทางการนั้นพบว่าสามารถทำงานได้ในระดับปานกลาง แต่ทำงานได้เพียงรัศมีการทำงานใกล้ๆพื้นที่ บางนา สำโรง ในเบริเวณใกล้ๆกับสถานีทวนสัญญานของ E20WTD-3 เท่านั้นทั้งที่ทำการทดสอบโดยการขับรถไปไกลถึงนนทบุรี จึงเกิดข้อสงสัยเป็นอย่างมาก ประกอบกับการทดสอบแบบไม่เป็นทางการครั้งก่อนๆนั้นพบว่าอุปกรณ์สามารถทำงานได้ดีเฉพาะเวลาดับเครื่องยนต์ แต่ไม่สามารถทำงานได้เลยในขณะติดเครื่องยนต์ จึงสัญนิจฐานว่าจะมีสัญญานรบกวนเข้ามาในขณะติดเครื่องยนต์
หาสาเหตุ
เราได้รับความช่วยเหลือจาก E22JNE (น้าโจ้) ที่ให้นำรถพร้อมอุปกรณ์เข้าไปตรวจวัดสัญญานรบกวนด้วย Ossiloscope ตรวจหากันอยู่ก็นานสองนานก็ยังไม่พบว่ามีสัญญานรบกวนใดๆที่จะมาทำให้ Tracker ทำงานผิดพลาดได้ จึงเริ่มเปลี่ยนไปหาสาเหตุอื่นเช่น ความเที่ยงตรงของสัญญาน 1200Hz และ 2200Hz ของ AFSK signal ก็พบว่ารูปคลื่นมียอดสัญญานเป็นปกติดี ไม่น่าจะเกิดปัญหาในการถอดข้มูล
เหงื่อตก หาไม่เจอ
เราได้หาสาเหตุทางด้านสัญญานรบกวนและสัญญานเสียง AFSK ไปแล้ว ก็เลยนึกขึ้นได้ว่าไอ้เจ้าคลื่น RF (Radio Frequency) มันจะเป็นปกติเหมือนๆกับตัวแปรอื่นๆที่เราได้ทำการตรวจสอบมาแล้วหรอเปล่า และแล้ว...
เราปล่อยให้ Tracker ทำงานไปตามปกติ คือส่งสัญญานในอัตรา 20 วินาทีต่อหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นอัตราที่ถี่เกินไปสำหรับการใช้งานปกติ แต่นี่เป็นการทดสอบเราต้องการให้อุปกรณ์ส่งสัญญานออกมาเพื่อที่เราจะได้ทำการตรวจวัดได้ เราจึงตั้งไว้ที่ 20 วินาทีต่อหนึ่งครั้ง
และแล้ว กราฟแสดงรูปคลื่นบน Spectrum Analyzer ก็แสดงรูปที่น่าเกลียดมากมาย
รูป
รูป
ภาพแรกเป็นการส่งออกอากาศโดยไม่ได้ผสมสัญญานเสียงใดๆ จะเห็นได้ว่าสัญญานมีขนาดแถบ (Bandwidth) น้อยมาก เนื่องจากการผสมสัญญานแบบ FM (Frequency Modulation) จะทำให้เกิดการแกว่ง (Deviation) ของความถี่เมื่อมีสัญญานเสียงเข้าไปผสม
ภาพที่สองจะเป็นภาพแสดงการแกว่งของสัญญานจากการผสมเสียงเข้าไปในระดับความดังที่เหมาะสม
แต่สัญญานของเรานั้น ทั้งเข้ม ทั้งบวม ทั้งอ้วน (ยังดีนะไม่ดำ ไม่งั้นแย่เลย) นี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้เครื่องรับหลายๆตัวไม่สามารถถอดข้อมูลของเราไปใช้ได้ตามปกติ ดังนั้นเราจึงได้ทำการปรับความแรงของสัญญานที่ป้อนให้มีความเหมาะสมอยู่ที่ข้างละ 6KHz (จริงๆแล้วถ้าใช้ Narrow band - 12.5KHz เราจะใช้ Deviation ที่ 2.3-3.5KHz ต่อข้างเท่านั้น) เป็นอันจบกระบวนการ
ผลที่ได้
ผลที่ได้นั้นอาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบเท่าที่ควร เนื่องจากเครื่องรับและเครื่องทวนสัญญานนั้นส่วนมากได้ถูกปรับแต่งด้วยหูและการฟังเสียเป็นส่วนมาก จึงทำให้ใช้กับสัญญานที่ค่อนข้างดังได้ดี แต่เครื่องของเราก็ไม่น้อยหน้า สามารถส่งสัญญานออกไปได้ดีไม่แพ้เครื่องอื่นๆเลย
แสดงการใช้งานจริง
ข้อมูลอ้างอิง
Capacitor http://en.wikipedia.org/wiki/Capacitor
EZTrack http://voip.comze.com/ez/
Spectrum Analyzer http://en.wikipedia.org/wiki/Spectrum_analyzer
Bandwidth http://en.wikipedia.org/wiki/Bandwidth
APRS Experimental Iล่าสุดที่ได้เข้ามาเขียน blog ครั้งสุดท้ายก็เดือน ธันวาคมปีที่แล้วโน่น แฟนๆที่เคยติดตามก็คงหายไปหมดแล้ว พอดีเมื่อกี้นี้โดยเจ้านายดุมา ทำให้เกิดอาการอึ้งคิดอะไรไม่ออก สมองตื้อ แต่ไม่อยากให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็เลยแว้บมาเขียน blog ซะหน่อย เหลือบไปดูนาฬิกา สิบเจ็ดนาฬิกา ห้าสิบสี่นาที เลิกงานแล้ว ละเลงต่อได้
วันนี้ก็จะมาเขียนเกี่ยวกับวิทยุสมัครเล่นเหมือนเดิมแต่จะไม่ใช่วิทยุทางไกลหรือสายอากาศทำมือแบบที่เขียนมาในครั้งก่อนๆ วันนี้จะเขียนถึงวิทยุสมัครเล่นในแนวทางของการนำมาใช้เพื่อต่อเชื่อมกับระบบคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต
ว้าว ฟังดูก็ อินเทรนด์ ซะแล้ว วิทยุ คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต มันจะมาเกี่ยวข้องกันได้ยังไง แต่ถ้ากลัวว่ามันจะยาก อ่านไม่รู้เรื่องก็ล้มเลิกความคิดนี้ไปได้เลย เราไม่เคยเขียนอะไรยากๆให้คนอ่านบล๊อกงงไปสามวันเจ็ดวันแน่นอน มาเริ่มกันเลย
APRS นั้นมีชื่อเต็มว่า Automatic Positioning Report System แปลเป็นไทยก็คือ ระบบรายงานตำแหน่งอัตโนมัติ ถ้าจะแปลเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ ระบบที่จะทำให้เรารู้ได้ว่าสิ่งที่เราติดตามอยู่นั้น มันอยู่ที่ไหน โดยมักใช้กับแผนที่ประกอบเพื่อให้เข้าใจง่าย โดยระบบนี้จะมีส่วนประกอบหลักๆ 3 ส่วนตามนี้เลย
1. อุปกรณ์ส่งสัญญานเพื่อแจ้งตำแหน่ง
2. อุปกรณ์รับสัญญานและแสดงตำแหน่ง
3. อุปกรณ์ทวนสัญญาน
ดูแล้วก็คงพอจะเดาได้ว่าอุปกรณ์หลักๆจะมีอยู่ 2 ส่วนคือ ข้อที่ 1 และข้อที่ 2 คิดง่ายๆก็คือ มีเครื่องส่ง แล้วก็ต้องมีเครื่องรับนั่นเอง ส่วนเครื่องทวนสัญญานนั้นจะมีหรือไม่มีก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะต้องการเพิ่มรัศมีทำการของระบบ หรือแก้ไขจุดบอดของการรับส่งสัญญานหรือเปล่า เราอาจจะเรียกว่าเป็น option เสริมก็ได้ครับ
อุปกรณ์ที่จะมาพูดถึงในครั้งนี้ก็จะเน้นในด้านการส่งสัญญานเพื่อแจ้งตำแหน่งเป็นหลัก คนที่เดาเก่งๆก็คงจะรู้ได้แล้วว่าอุปกรณ์นี้จะต้องประกอบด้วยส่วนประกอบสองส่วนใหญ่ๆก็คือ อุปกรณ์หาตำแหน่ง และเครื่องส่ง แน่นอนที่สุด การที่เราจะแจ้งตำแหน่งตนเองได้ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าตัวเรานั้นอยู่ที่ไหน ซึ่งในที่นี้เราใช้เครื่องรับ GPS (Globol Positioning System) ซึ่งจะรับสัญญานจากดาวเทียม GPS แล้วคำนวนออกมาให้ผู้ใช้งานทราบว่า ตัวเครื่องรับนั้นอยู่ที่ตำแหน่งใด โดยมีค่าเป็น Latitude และ Lontitude หรือเส้นรุ้งและเส้นแวง ในภาษาไทยของเรานั่นแหละครับ
เมื่อเรารับรู้ได้แล้วว่าตำแหน่งปัจจุบันของเราอยู่ที่เส้นรุ้งและเส้นแวงที่เท่าไหร่แล้ว เราก็เอาตำแหน่งนี้ส่งออกไปทางเครื่องวิทยุ แต่เอ๊ะ เครื่องวิทยุของเรามันเป็นระบบอนาล๊อกนินา แล้วจะเอาสัญญานดิจิตอลจาก GPS ส่งออกไปได้ยังไงหละ คำตอบมันก็อยู่ที่อุปกรณ์แปลงสัญญานพระเอกของเรา APRS Tracker นี่เอง
Tracker คืออะไร?
APRS Tracker หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า Tracker (ไม่ใช่แทรคเตอร์นะ) ก็คืออุปกรณ์ที่เป็นหัวใจของการส่งสัญญานเลยก็ว่าได้ เพราะมันจะทำหน้าที่ตั้งแต่สากเบือยันเรือรบ เริ่มตั้งแต่รับข้อมูลพิกัดตำแหน่งจากเครื่องรับ GPS แล้วนำไปแปลงให้เป็นสัญญานอนาล๊อก โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า AFSK (Audio Frequency-Shift Keying) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้สัญญานเสียงจำนวน 2 เสียงคือ 1200Hz และ 2200Hz มาใช้ในการแปลงสัญญานดิจิตอลให้เป็นสัญญานอนาล๊อกและแปลงกลับมาให้เป็นดิจิตอลอีกครั้งหนึ่งได้ที่ฝั่งเครื่องรับ มีความเร็วในการส่งข้อมูลอยู่ที่ 1200baud หรือถ้าคิดง่ายๆก็คือ 150 ตัวอักษรต่อวินาที โดยเจ้า Tracker ตัวนี้ก็จะเพิ่มข้อมูลอื่นๆที่เราต้องการเข้าไปด้วยเช่น สัญญานเรียกขานของผู้ส่ง ความเร็วในการเคลื่อนที่ ความสูง ทิศทางการเคลื่อนที่ อุณหภูมิอากาศ ความชื้นในอากาศ ความกดอากาศ แรงดันไฟเลี้ยงของวงจร เป็นต้น โดย Tracker จะทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการส่งสัญญานตามช่วงเวลาที่เราตั้งไว้
สัญญานที่ส่งออกไปทางคลื่นวิทยุนั้น ถ้าเรานำวิทยุสื่อสารหรือเครื่องรับที่สามารถรับความถี่ 145.525MHz ในระบบ FM มารับฟังก็จะได้ยินเป็นเสียง แอ้ดๆ ตามจังหวะการส่ง โดยสัญญานที่ส่งออกไปนั้นก็จะมีสถานีรับสัญญานที่จะแปลงเสียงแอ้ดๆหรือ AFSK1200 กลับไปเป็นข้อมูลดิจิตอลที่ประกอบด้วยพิกัดและสัญญานเรียกขานของผู้ส่งแล้วแสดงผล
อินเตอร์เน็ตโลกไร้พรมแดน
บางคนมองว่านักวิทยุสมัครเล่นนั้นเป็นพวกล้าหลังโลกเก่าเต่าล้านปี โลกเค้าไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ยกหูโทรศัพท์ก็คุยได้ข้ามโลกแล้ว ยังจะมาใช้วิทยุสื่อสาร ส่งรหัสมอส เหมือนสมัยพระเจ้าเหากันอีก ขอบอกว่านักวิทยุสมัครเล่นไม่ได้อยู่แต่กับของเก่านะจ๊ะ อินเตอร์เน็ตเราก็ใช้เหมือนกัน สืบเนื่องจากการที่มี Google map ที่สามารถดูแผนที่ได้เสมือนมีแผนที่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ของเราเลย นักวิทยุสมัครเล่นก็เลยประยุกต์ให้การแสดงผลตำแหน่งนั้นไปซ้อนทับ (Overlay) อยู่บนแผนที่ ก็จะทำให้ดูง่ายว่าตำแหน่งนั้นอยู่ที่ไหนบนพื้นโลก นอกจากนั้นยังลากเส้นการเดินทางให้เห็นและสังเกตุง่ายอีกด้วย
คราวหน้าจะมาเขียนถึงการปรับแต่งที่ดูเหมือนง่ายๆแต่ไม่ง่ายอย่างที่คิด
ข้อมูลอ้างอิง
APRS http://www.aprs.net/ December, 2008 เข้าครัวครั้งแรกในรอบหลายปีนานมาแล้ว ที่ไม่ได้ทำกับข้าวกินเองเลย
จำไม่ได้เหมือนกันว่ากี่ปีมาแล้ว วันนี้ต้องทำกินเอง เพราะไม่มีใครอยู่บ้านซักคน
คุ้ยๆตู้เย็นมีข้าวเย็นในหม้อหุงข้าว หมูติดมันในช่องแช่แข็ง ผักกาดหอม คิดออกแล้ว ง่ายๆเลยดีกว่า
เอาผักกาดหอมมาล้าง แกะเปลือกกระเทียมแล้วสับไม่ต้องละเอียด เราไม่ชอบกระเทียมทั้งเปลือกเพราะว่ามันจะติดฟันและติดคอ เทน้ำมันลงกระทะ ตั้งไฟอ่อนๆโยนกระเทียมสับลงไป เขี่ยๆพอให้เหลืองนิดๆ โยนหมูลงไป เขี่ยๆพอให้สุก แล้วก็โยนผักลงไป แค่ให้มันเขียวๆ ใส่น้ำปลา ผัดๆ เขี่ยๆ แล้วใส่ข้าวเย็นลงไป คลุกให้เข้ากัน
ได้ข้าวผักกาดหอมผัดหมู รอดตายไปหนึ่งมื้อ
November, 2008 อะไรอะไรก็เล็กลงทุกวันเดี๋ยวนี้ อะไรๆก็เล็กลงทุกวัน สมัยก่อนจานรับสัญญาณดาวเทียมก็มีเป็นแบบ C-Band ความถี่ 4-6GHzซึ่งมีขนาดจาน 6" เป็นอย่างน้อย หากจะรับสัญญาณจากดาวเทียมที่อยู่ขอบๆ Foot Print ก็ต้องใช้จานใบใหญ่ขึ้นไปอีก ต่อมาก็มีแบบ KU-Band มาใช้งาน พร้อมกับเปลี่ยนการรับสัญญาณมาเป็นแบบ Digital ทำให้หน้าจานเล็กลงมาเหลือ 45- 75c.m. เท่านั้น ถ้านึกไม่ออก มองหาจานรับสัญญาณของ True Vision หรือ UBC เดิม ก็จะเห็นจานขนาด 75c.m. และ 60c.m. นะจ๊ะ
เคยฟังโฆษณาในวิทยุ FM ว่าเดี๋ยวนี้มีอุปกรณ์รับสัญญานดาวเทียมติดตั้งในรถยนต์ได้แล้ว ไอ้เราก็นึกว่ามันจะเล็กขนาดนั้นเลยหรอ แล้วตัวรับสัญญานมันเป็นยังไง เพราะเวลารถวิ่งไปเลี้ยวไปเลี้ยวมาจะแก้ปัญหายังไงดี
หลายวันก่อนผมไปประชุมที่กระทรวงพานิชย์ เหลือบไปเห็นรถตู้คันนึง มีกะละมังติดอยู่บนหลังคา เห็นแล้วก็รู้ได้ทันทีเลย ใช่แน่ๆ เลยถ่ายรูปมาให้ดูกัน
หลักการของมันก็ไม่ยากเท่าไหร่ คือแทนที่จะเป็นจานพาราโบลาแล้วมี feed horn หรือ LNB ไปรับสัญญาณก็กลับกลายเป็นว่า ใช้ Patch Antenna เรียงเป็น Array แล้วก็มี Step motor คอยหมุนให้รับสัญญานให้ตรงกับดาวเทียมดวงที่ต้องการรับสัญญาน
ฟังดูแล้วก็เหมือนไม่ยากเท่าไหร่ แต่ไม่รู้ว่าสัญญาณจะดีไหม โดยเฉพาะเวลาวิ่งเข้าไปในเมือง ตึกสูงๆบัง เลี้ยวไปเลี้ยวมา คงจะลำบากพิลึกเหมือนกัน
ไม่ได้เขียน Blog มานานเลย มาเขียนอีกทีก็รู้สึกดีเหมือนกัน เดี๋ยวจะมาเขียนเพิ่มอีก ชดเชยที่หายไปนะจ๊ะ
April, 2008 ยิ่งนานยิ่งรัก....หรือยิ่งนานยิ่งไม่เข้าใจยิ่งนานยิ่งรัก เกิดขึ้นได้พอๆกับ ยิ่งนานยิ่งไม่รัก การดูแลความสัมพันธ์ เหมือนการกำทราย กำแน่นไป ทรายก็ร่วงออกจากมือหมด กำเบาไปทรายก็ไม่อยู่ในมืออยู่ดี เวลาผ่านไปใช้ชีวิตอย่างธรรมชาติให้มากขึ้น เมื่อไหร่ที่รู้สึกเหนื่อย ดีใจเถอะที่เหนื่อยเป็น จะได้รู้สึกว่าควรพักซะที เหมือนคนที่ป่วยเป็น แสดงว่าเราใช้ร่างกายมากเกินไปแล้วถ้าไม่ป่วยซะบ้างเลย เราจะไม่รู้ว่าควรถนอมร่างกายได้หรือยัง การรักคนอื่นก็คือ การรักตัวเองอีกแบบหนึ่ง อยู่คนเดียวเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารักตัวเองรึเปล่า พอเริ่มรักใครซักคน สิ่งที่ไม่เคยทำก็ทำ ไม่เคยหวานขนาดนี้ก็หวาน ทำทุกอย่างที่จะรักษาคนที่เรารัก ให้อยู่กับเรานาน ๆ เพราะอะไร...เพราะรักตัวเองและกลัวตัวเองเสียใจ ความรักเป็นเรื่องของคน 2 คน มีความสุขทั้ง 2 คน อย่าให้คนหนึ่งมีความสุข ในขณะที่อีกคนหนึ่งพยายาม อย่าให้คนหนึ่งเสียใจ ในขณะที่อีกคนไม่รู้ตัว อย่าให้คนหนึ่งรู้สึกดี ในขณะที่อีกคนเฉยๆ อย่าให้คนหนึ่งอยากพูด แต่อีกคนไม่อยากฟัง อย่าเหนื่อยใจที่จะถามกัน อย่ากังวลกลัวเสียใจก่อนที่จะคุยกัน เธอคือเธอ ฉันก็คือฉัน คน 2 คนที่รักกันัก "ต่างคนต่างยังมีหัวใจเป็นของตัวเอง" March, 2008 วันอาทิตย์หรือวันไหนๆก็คิดถึงน้องแอ๊กตื่นเช้ามาก็คิดถึงน้องแอ๊ก
วันนี้วันอาทิตย์ อยากพักผ่อนก็ไม่ได้พัก วันนี้ถึงจะไม่ยุ่งมาก แต่ก็มีเรื่องที่ต้องทำเยอะเลย เริ่มจากวันศุกร์ไปทำธุระให้เจ้านาย แล้วดันมองไม่เห็นไฟแดง โดนตำรวจ จราจรกลางยึดใบขับขี่ แถมใบสั่งมาอีกใบ เฮ่อ แย่จริงๆ
วันนี้เลยต้องเอาไปฝากให้เพื่อนช่วยเอาออกให้ ไม่ได้ฟรีหรอกนะ แต่เสยค่าปรับถูกๆหน่อยก็ยังดี อีกอย่าง ใบขับขี่หมดอายุด้วย กลัวจะโดนอีกกระทงนึง ให้เพื่อนช่วยเอาออกน่ะดีแล้ว ขับรถไปบ้านเพื่อนที่ลำลูกกา ขับรถไปก็นึกถึงน้องแอ๊ก โทรไปก็ไม่รับสายเรา คิดถึงจังเลย กลับมา พยายามทำเอกสารงานต่อ อย่างน้อยก็มีเนื้อหาให้พี่เค้าเอาไปเข้าประชุมก็ยังดี รับปากเค้าไว้แล้วนินา เฮ่อ ทำเสร็จส่งไปได้ซะหน่อยก็ยังดี
คิดถึงน้องแอ๊กจังเลย แล้วน้องแอ๊กก็โทรกลับมาหา น้องแอ๊กโทรมาแล้ว หกโมงครึ่งแล้ว ได้คุยกันประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วลูกค้าเจ้ากรรมก็โทรขัดจังหวะ มาถามเรื่องนัดหมาย SIN วันพรุ่งนี้ เฮ่อ ขัดจังหวะจริงๆเลย แล้วน้องแอ๊กก็ขอวางไปเพราะว่าคนทำสปามาพอดี
เป็นครึ่งชั่วโมงที่มีความสุขมากๆ แต่น้องแอ๊กก็ยังไม่ยอมกลับมาดีกันเหมือนเดิม เฮ่อ...
รักจริง ต้องอดทน
หวังว่าความรักจะชนะใจน้องแอ๊กได้นะคะ ป.ล.
ตื่นเช้ามาก็ยังหยิบโทรศัพท์ดู SMS กะ Miss Call
เดินไปเดินมา ก็กลับมาหยิบโทรศัพท์ดู
ตื่นเช้ามาคิดถึง ทำงานทำการก็คิดถึง
ไม่ได้คิดถึงแค่ตอนหลับตา แต่คิดถึงตลอดเวลาที่หายใจ
รักน้องแอ๊กตลอดเวลาค่ะ
March, 2008 คิดถึง 2วันนี้ทำอบรมอยู่ที่ CAT แจ้งวัฒนะ
น้องแอ๊กไปสมัคร AF ที่ iHouse
รู้สึกเหงา
เศร้าสร้อย
หงอยเหงา
คิดถึ้ง คิดถึง
คิดถึงน้องแอ๊กตลอดเวลานะคะ March, 2008 สุดท้ายของความรัก เราคือผู้ให้หรือผู้รับมีใครบางคนบอกว่า.... ในความรัก ของคนสองคน สุดท้ายเวลาที่เลิกกัน เราจะรู้ว่าใครคือ "ผู้ให้" และใครคือ "ผู้รับ" ผู้ให้ คือ คนที่หยิบยื่นความเจ็บปวดให้อีกฝ่าย จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่เขาได้ให้มันไปแล้ว ผู้รับ คือ คนที่ยอมรับความเจ็บปวดนั้นมา โดยที่ไม่อยากได้มันเลยแม้แต่น้อย...แต่ก็ต้องรับมัน ความหมาย แบบนี้ ไม่มีใครอยากเป็นผู้รับแน่นอน และบางคน... คงไม่อยากจะเป็นผู้ให้ ...เหมือนกัน เพราะกลัวว่าซักวันอาจจะเปลี่ยนมาเป็นผู้รับบ้าง ใครคนนั้นบอกอีกว่า บางสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้ คนรับ... เต็มใจรับมันเสียด้วย บางคนรับมันมา... รู้ว่าหนัก วางมันลง ...เพราะกลัวเหนื่อย บางคนรับมัน... แบกไว้จนหนัก เหนื่อย ...ถึงวางมันลง บางคน... รู้ว่าหนัก ...กลับยิ่งแบก รับมันเพิ่ม ...มันยิ่งหนัก ยิ่งเหนื่อย ...แต่ไม่วางมันลง มันขึ้นอยู่กับว่าคนรับ..ตั้งใจจะเก็บ จะแบกมันไว้กับตัวนานแค่ไหน ความทุกข์ ความเสียใจ ความผิดหวัง ความเจ็บปวด เราจะวางมันลง ครั้งเดียวทีเดียวเลยคงไม่ได้และไม่ง่าย... .... แต่เมื่อไหร่ ที่รู้สึกว่าแบกมันไว้ จนหลังไหล่ลู่ล้า อ่อนแรงไปหมด... ขอแค่ค่อยๆวางมันลงทีละนิด ...ทีละนิด เท่าที่จะวางได้เป็นพอ ซักวัน... มันจะเบาบาง... ผ่อนคลายความหนักหน่วงนั้นเองตามกาลเวลา... แม้อาจจะไม่มีวันหมดเลยก็ตาม ...แต่ยังไง ก็ดีกว่าที่จะเก็บมันไว้แบบนั้น.... ....ตลอดไป March, 2008 แค่คิด... ไม่ได้บอก... ก็ไม่ถึง"ความรู้สึกหนึ่ง ที่เกิดขึ้นได้กับทุก ๆ คน
เป็นความรู้สึกที่อาจมีใครหลาย ๆ คนไม่รู้เหตุ และผล ว่าเป็นไปได้อย่างไร เมื่อรู้ตัวก็เกิดขึ้นแล้ว ความคิดถึง นี่คือสิ่งที่ใคร่อยากจะบอกให้รู้ บอกให้ใครคนที่เรารู้สึกอย่างนั้นให้รับรู้ บางเวลา... อยากบอกด้วย คำพูด บางเวลา...อยากบอกด้วย สายตา บางเวลา...อยากบอกด้วย ความรัก ทุก ๆ เวลา...อยากให้รับรู้ว่า "คิดถึงนะ" แต่คุณรู้มั้ยว่า..เหล่านี้.. จะไม่บังเกิดผลใด ๆ ได้เลย..หาก.. เป็นเพียงแค่ความคิดของคุณฝ่ายเดียว "ความหาญกล้า" ที่ไม่ใช่ว่าจะต้องแสดง อะไรมากมายนัก..ไม่ต้องไปออกรบที่ไหน ไม่ต้องมีเหรียญกล้าหาญใดๆ .. ไม่ต้องได้รับคำยกย่องชมเชยจากนายพล นายพัน และไม่ต้องอีกมากมาย.. เพียงแต่..คุณใช้ประการหนึ่ง... "คำพูด ความรู้สึก ที่ผสมผสานให้กลมกลืน" แล้วเปล่งวาจาออกไปจากปากของคุณเองว่า "คิดถึงนะ" เท่านี้ รู้มั้ยว่า โลกนี้ทั้งโลกของคุณก็จะสว่างใส.. ไม่หมองมัว อีกต่อไป ...ที่สำคัญ... ใครคนนั้นของคุณจะได้รับรู้บ้างว่า คุณคิดอย่างไร มันไม่สำคัญหรอกว่า สิ่งที่จะตอบกลับมา จากเขาหรือเธอ คนนั้น จะเป็นเช่นไร..แต่มันสำคัญแค่ว่า.. คุณได้บอกแล้ว...และคุณก็ได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเขา.. เท่าที่ "คนๆ หนึ่งพีงจะสามารถหามาให้คนอีกคนหนึ่งได้" .......พูดดูสิว่า ...คิดถึง...บางทีในไม่ช้า..คุณอาจจะ ได้คำ ๆ นั้นกลับมาหา.... " ว่าแต่ว่า วันนี้คุณบอกเค้าคนนั้นของคุณหรือยัง "คิดถึงน้องแอ๊กมากนะคะ"
March, 2008 น้ำตา... น้ำตาล... น้ำตื้น...น้ำตาไหลช้าๆ เสมอ
ไม่ว่าจะเกิดจากความสุขหรือความโศก มีความเสียใจทุกวันและทุกสถานที่ แต่เราอาจจะมองไม่เห็นพวกเขา สำหรับความปิตินั้น... น้ำตา 4-5 หยดก็เพียงพอแล้ว แต่ว่าความทุกข์ยากอันเนื่องมาจากความรัก น้ำตาหลาย 1,000 หลาย 10,000 หยด ก็อาจชะล้างความเจ็บช้ำไม่ได้ ในทางเดินของความรัก ส่วนใหญ่ “น้ำตาล” ก่อน แล้ว “น้ำตา” ทีหลัง โรงเรียนที่สอนให้รู้จัก “รัก” ไม่มี!! แต่บทเรียนจากความรักมีหลายบท บางทีถึงบทที่ 21, 22, 23 ก็ยังไม่หลาบจำ ความรักเกี่ยวข้องกับ น้ำตา น้ำตาล น้ำตื้น การตกหลุมรักเหมือนปลาตายน้ำตื้น 1 หลุม 2 หลุม 3 หลุม สักพักใหญ่ หรือ สักพักเล็กๆ เราต่างต้องขึ้นมาจากหลุม และไม่รู้ว่าจะเผลอตกลงไปอีกเมื่อไร มือของความรักสั้นกว่าและแข็งแรง น้อยกว่ามือของความเกลียดชัง แต่ในยุคนี้มือของความใคร่ยาว........ กว่ามือทางความใดใด น้ำตาลเพียงไม่กี่ก้อน อาจต้องแลกกับน้ำตาหลาย 10 บ่อ น้ำตาไหล ช้าช้า เสมอ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาแห่งความโง่เขลา หรือน้ำตาแห่งมายา เราต่างเป็นโรคภูมิแพ้ น้ำตา ด้วยกัน ทั้งนั้นใช่ไหม... แม้กระทั่งฆาตกรที่หลั่งน้ำตา ยังน่าเวทนาสงสาร บทเรียนของความเกลียดชัง จำได้ง่ายกว่าบทเรียนของความรัก ส่วนความใคร่นั้น จำยาก จึงต้องเริ่มต้นใหม่ ครั้งแล้ว - ครั้งเล่า ครั้งแล้ว - ครั้งเล่า เมื่อใครสักคนเอ่ยคำว่า “รักคุณ” เขาอาจหมายความว่า “ใคร่คุณ” ความรักอาจยาวนานหลาย 10 ปี แต่ความใคร่กินเวลาเพียงไม่กี่ 10 วินาที น้ำตาไหล ช้าช้า เสมอ น้ำตาลหวานไม่สม่ำเสมอ และในน้ำตื้นนั้นมักมีเรื่องลวงๆ มาหลอกว่า “ลึกซึ้ง” ..........โลกนี้เกิดมาด้วยความรัก ความรักเกิดมาเพราะมีโลกนี้ ไม่ผิดหรอกที่คิดจะมีรัก แต่ความรักจะทำให้คนผิดหวัง ถ้าความรักนั้นไม่เป็นไปตามใจปรารถนา จงรักษารักนั้นให้ยืนยงและยาวนาน.......... March, 2008 ผู้หญิงจากรถไฟฟ้า กับ ผู้ชายจากรถซาเล้ง...เธอ มากับรถไฟฟ้า กำลังเดินอยู่กับที่ตรงบันไดเลื่อนนอกสถานี เขา มากับซาเล้ง กำลังคุ้ยหาของในถังขยะเชิงบันไดใกล้ๆ กัน เธอเดินอยู่กับที่ได้ เพราะบันไดเลื่อนขึ้น แต่เธอเดินลง ส่วนเขา ก็คุ้ยหาของในถังขยะ ไม่ไปไหนเพราะกล่องใบใหญ่ที่ยัดแน่นอยู่ปากถัง "ฉันทิ้งเอง" เธอพูดลอยๆ "คุณควรแยกขยะด้วย" เขาตอบลอยๆ บ้าง "อะไรนะ" "*คุณ*นี่เป็นขยะเปียก" เขาหยิบดอกกุหลาบแห้งๆ โยนใส่ถังขยะอีกถัง "ถังสีเขียว เป็นถังขยะเปียก สำหรับใส่ขยะที่ย่อยสลายได้ ที่คุณทิ้งเป็นถังขยะสีเหลืองใส่ขยะแห้ง..." "ขอโทษ เวลาทิ้งอะไร มันไม่ค่อยได้คิด" เขาเงียบไปนาน ก้มหน้าก้มตาคัดเลือกของออกมา "ยังใช้ได้อยู่เลยนะเนี่ย" เขาหยิบตุ๊กตาหมีกรอบรูปและแหวนใส่ถุงจะส่งคืนให้เธอ "เอาไปเถอะ ฉันก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรเหมือนกัน" "ของไร้ค่าของคนหนึ่ง อาจมีค่าสำหรับอีกคน" "แล้วนี่ล่ะ มีค่ามั้ย" เธอโยนกระป๋องน้ำอัดลมส่งให้เขา "ขอบคุณ" เขากระทืบกระป๋องจนแบน แล้วแกะส่วนที่เป็นห่วงแยกออกจากตัวกระป๋อง "ใช้ไม่ได้เหรอ" "ใช้ได้สิ แพงด้วย อะลูมิเนียมทั้งอันเชียว" "งั้นแกะออกมาทำไม" "จะเอาไปบริจาค...ทำขาเทียม" "เคยทิ้งอะไรบ้างมั้ย" "เคย...แต่จะใช้ให้คุ้มก่อน ถึงค่อยทิ้ง" "ไม่มีคุณ ขยะคงเต็มเมือง" "ไม่มีคนทิ้ง ผมก็แย่เหมือนกัน" เขาจัดถังขยะเรียงให้เข้าที่ตามเดิม ก่อนจะเดินเอาขยะที่เลือกแล้วใส่ถุงมาเก็บบนซาเล้ง สถานีรถไฟฟ้าดับไฟ บันไดหยุดเลื่อน เธอค่อยๆ เดินลงมาข้างล่าง มาหาเขา "ฝากขยะอีกสักชิ้นสิ" เธอเดินขึ้นไปนั่งแทรกกับถุงขยะบนซาเล้งของเขา "ใช้ให้คุ้มก่อนทิ้งนะ" March, 2008 รักกันแล้ว อย่าให้เหนื่อยกับความรักความรักทำให้คนตาบอด
แม้คำว่า"ความรัก"จะฟังดูสวยงาม สักแค่ไหน แต่สำหรับบางคนกลับรู้สึกว่าความรัก เริ่มเปลี่ยนจากความสวยงามเมื่อครั้งแรกเริ่ม มาเป็นความเหนื่อยหน่ายในการประคับประครองความสัมพันธ์ และไม่เข้าใจว่าทำไมเดี๋ยวนี้รักของเราช่างไม่มีความสุขเอาซะเลย มีหลายคนที่พูดกับตัวเองว่า"ใช่แล้วล่ะ...ที่เขาบอกว่าความทำให้คนตาบอด" แรก ๆ ก็มองไม่เห็นข้อเสียของอีกฝ่าย นาน ๆ ไปก็เริ่มออกลายมาให้รู้ทีละน้อย กลายเป็นยิ่งรักกัน...ยิ่งเหนื่อย ยิ่งผูกพัน..ยิ่งต้องอกทนแบกรับปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ เพิ่มมากขึ้นตาไปด้วย จากปัญหาที่เป็นแค่ก้อนเล็ก ๆ กลายเป็นความอดทนยิ่งใหญ่ ที่แทบจะรับไม่ไหวอีกต่อไป ถามว่าทำไม"มีความรัก" ต้อง "เหน็ดเหนื่อย" กับมันมากอย่านี้ เหตุผลมันมีเป็นล้าน ปัญหาของแต่ละคนก็มีความแตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อย คนหนึ่งเหนื่อย เพราะตามใจคนรักมากเกินไป ทั้งที่จริง ๆ ตัวเองอาจไม่ใช่คนที่ต้องคอยเอาใจใครมากขนาดนั้น อีกคนก็อาจจะเหนื่อย เพราะเก็บความรู้สึกเอาไว้คนเดียวมากไป คิดแค่ว่าไม่อยากทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ พอมันต้องเก็บไว้คนเดียวนาน ๆ เข้า ก็เลยเหนื่อยกับความรัก เหนื่อที่จะอดทนกับพฤติกรรมซ้ำ ๆ เดิม ๆ ที่ไม่เคยถูกเปลี่ยนหรือปรับเข้าหากัน พอสถานการณ์มันเป็นแบบนี้ ก็จะเริ่มสับสนว่าทำไมต้องมาอดทนกับเรื่องแบบนี้ด้วย ตกลงว่าเราสองคนมีความรักให้กันจริง ๆ ไหม ถ้านี่คือความรัก ทำไมมันเป็นความรักที่ไม่มีความสุขเอาซะเลย อย่าปล่อยให้ปัญหามันลุกลามขนาดนั้นเลย ถ้ารู้อยู่แล้วว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไร ก็ค่อย ๆ ปรับเข้าหากันดีกว่า หากรู้ว่าตัวเองเป็นคนที่รักมาก ทุ่มเทมาก แล้วก็ยังจะ"ต้องการ" ได้กลับมามาก ๆ เหมือนกาน มันจะกลายเป็นความคาดหวังที่ไปกดดันให้อีกฝ่าย ทำอะไรที่เพิ่มขึ้นจากสิ่งที่เขาเคยเป็น ไม่มีใครเสแสร้งแกล้งทำไปได้ตลอด
ดังนั้นหวังว่าคนที่รักกันจะหันหน้าเข้าหากัน ลืมสิ่งเล็กๆน้อยๆไป เค้าอาจจะทำอะไรที่เราไม่ชอบใจ แต่อย่าลืมว่าบางสิ่งบางอย่างที่เราทำนั้นเค้าก็อาจจะไม่ชอบใจเหมือนกัน ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดในการคบหารักกันนั้น คือการคนสองคนพยายามอยู่ตรงกลางไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง เพราะความรักก็เหมือนกับตาชั่ง ถ้าเราทำให้มันหนักไปด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม ก็กลายเป็นตาชั่งที่หนักไม่เท่ากัน เมื่อมันหนักไม่เท่ากันก็เท่ากับว่าด้านใดด้านหนึ่งจะต้องรับภาระมากกว่าอีกด้าน แล้วที่สุด สิ่งที่อยู่บนตาชั่งมันก็ร่วงหล่นลงไปพร้อมๆกับสิ่งที่ตาชั่งพยายามแบกรับ แล้วสิง่ที่อยู่บนตาชั่งคืออะไร ความรัก? ความทรงจำดีดี? คุณอยากให้สิ่งเหล่านั้นร่วงหล่นไปหรือเปล่า แล้ววันนี้คุณพยายามแบกรับมากไปหรือเปล่า หรือว่าคุณทำให้อีกด้านของตาชั่งแบกรับมากเกินไป??ล คุณทำอะไรอยู่? ความรักสำหรับผม จะมาเขียนอีกทีครับ February, 2008 ทำทุกทุกวันให้เหมือนวันแรกที่รักกันตอนเริ่มรักกันใหม่ๆ ไม่ว่าใครก็มีเรี่ยวแรงที่จะทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ความรักทั้งนั้น เสียสละได้ ยอมได้ ทุ่มเทได้ ไม่มีอะไรที่ไม่ได้ นอกจาก “หายใจแทน” ซึ่งการที่เธอมีความรัก แล้วเป็นได้อย่างนี้ ก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี เพราะการทำสิ่งใดก็ตามเพื่อความรัก ด้วยหัวใจที่แท้จริง สิ่งนั้นย่อมดีงาม และทำให้เกิดการเรียนรู้การรักคนอื่น เพียงแต่ในขณะที่เธอเริ่มรักนั้น ก็ไม่อยากให้เธอลืมว่า... ความรักไม่ใช่การวิ่ง 100 เมตร ที่เธอจะวิ่งออกตัวจากจุดสตาร์ทอย่างรวดเร็ว มีพลังเท่าไหร่ มีเรี่ยวแรงเท่าไหร่ ก็ใส่ไปเต็มที่ แต่...ความรักคือการวิ่งมาราธอน ที่เธอต้องวิ่งอีกยาวนาน หัวใจของความรักคือความสม่ำเสมอในการเอาใจใส่ ดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ทำทุกอย่างให้ดีแค่วันนี้วันเดียว แต่ในทุกๆวันต่อจากนี้ เธอต้องทุ่มเทเพื่อความรักได้ รักจึงจะมีอยู่กับเธอ ฉะนั้นเธอจะทำทุกอย่างรับร้อนไปหมดในระยะเริ่มต้น มันก็เยงที่เธอจะเหนื่อยเร็ว หมดแรง และไปต่อไปไม่ไหว ทั้งที่ยังวิ่งได้ไม่ถึงห้าสิบเมตรซะด้วยซ้ำ “ความรักที่แท้จริง” ถ้าเธอมั่นใจในความรู้สึกนี้มากพอกับใครสักคน “ตัวจริงของกัน” ถ้าเธอมั่นใจคำนี้มากพอกับใครสักคน ลองปล่อยให้ความรัก...วิ่งไปบนเส้นทางแบบช้า-ช้า ค่อยๆทำความรู้จัก ค่อยๆเรียนรู้นิสัยใจคอของเขา และเปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้ชีวิตของเธอด้วย ค่อยๆปรับในสิ่งที่แตกต่าง ค่อยๆวิ่งคู่กันไป บางช่วง...ก็จับมือกันบ้าง บางช่วง...ก็อาจปล่อยมือกันบ้าง...ด้วยความไว้ใจ และในตอนที่เหนื่อยล้า ก็ช่วยกันประคับประคองด้วยการเป็นกำลังใจให้ แล้ววันหนึ่ง...คนสองคนจะวิ่งไปถึงเส้นชัยพร้อมกัน โดยไม่ทิ้งให้อีกคนล้มอยู่ข้างหลังเพียงคนเดียว February, 2008 ไม่ได้คิดถึงแค่ตอนหลับตา แต่คิดถึงทุกเวลาที่หายใจสามวันแล้วที่ไม่ได้โทรไปหา
สามวันแล้วที่ไม่ได้ส่ง SMS ไปให้
สามวันแล้ว ที่ใจของเรายังคิดถึงน้องแอ๊กตลอดเวลา
วันที่ 1 น้องแอ๊กโทรมาตอนกำลังจะกินข้าวเย็น ดีใจจนกินข้าวไม่ลง ยิ้มแก้มบานเลย
วันที่ 2 น้องแอ๊กโทรมาตอนกำลังกินข้าวเที่ยง อารมณ์ดีไปทั้งวันเหมือนกัน
วันนี้วันที่ 3 คิดว่าอาจจะเป็นวันที่น้องแอ๊กไม่ได้โทรมา ทำไมน่ะหรอ ไม่รู้เหมือนกัน แค่บอกตัวเองไว้ให้มันแย่ๆก่อน ถ้าน้องแอ๊กไม่โทรมาจริงๆจะได้ไม่เสียใจมากไง เป็นการหลอกตัวเองแบบนึง ตอนนี้จาหนึ่งทุ่มแล้ว น้องแอ๊กก็ยังไม่โทรมา
เคยมั้ย เวลาที่เดินไปเดินมา แล้วก็ต้องกลับมาดูว่ามีโทรศัพท์เข้ามาหรือเปล่า
เคยมั้ย เวลาไปไหนมาไหนต้องคอยดูโทรศัพท์บ่อยๆ
เคยมั้ย เวลาโทรศัพท์ดัง ต้องหวังว่าจะเป็นน้องแอ๊กโทรเข้ามา
เคยมั้ย นั่งมองโทรศัพท์ด้วยความหวังว่าน้องแอ๊กจะโทรเข้ามาในอีกไม่กี่วินาที
เคยมั้ย เวลานอนก็ฝันถึง เวลาตื่นก็นึกถึง เวลาทำอะไรก็คิดถึง เวลาง่วงยังระลึกนึกถึง
มันเป็นความพร่ำเพ้ออันเกิดจากความคิดถึงที่มากจนล้นใจ แล้วแสดงออกมาทางทางร่างกายโดยมีจิตใต้สำนึกเป็นตัวสั่งการ ไม่เป็นอันกินอันนอน เฝ้าแต่รอคอยด้วยความคิดถึง
ไม่ได้คิดถึงแค่ตอนหลับตา แต่คิดถึงทุกเวลาที่หายใจ February, 2008 ถึงน้องแอ๊ก คนแรกของชีวิตที่พี่รักสุดหัวใจชีวิตนี้คุณพูดคำว่า รัก . . . "รักเธอ" กี่ครั้ง กับ คนกี่คนมาแล้ว. . .
แต่ละคน คุณพูดว่า "รักเธอสุดหัวใจ" รึเปล่า แล้วตอนนี้ คนที่คุณพูดคำนั้นด้วย ยังอยู่ใกล้ ๆ คุณรึเปล่า? คุณเคยได้ยิน คนที่เขาคอยเตือนเราไหมว่า . . . รักใครอย่ารักหมดหัวใจ รักครึ่งเดียวพอ ใครบางคนไม่ต้องบอก เขาก็ทำได้ เพราะเขาอาจไม่เคยรักใครจริง ๆ แต่ใครบางคนรักสุดหัวใจ กับทุก ๆ ครั้ง เพราะเขามองหาแต่รักแท้ แล้วคุณเคย อกหัก กันบ้างรึเปล่า? อย่าบอกเลยนะ ว่า. . .ไม่เคย แล้วเจอแบบไหนกันบ้าง แบบนี้รึเปล่า “เราเป็นเพื่อนกันนะ เราคงไปด้วยกันไม่ได้” แล้วเคยเดินตามเขาไปไหม ว่าเขาไปกับใครต่อ (ที่ไปด้วยกันได้) รับรองว่าร้อยทั้งร้อย …ถ้ายังไม่มีใครใหม่ เขาก็จะยังสนุกกับของเล่นชิ้นเดิม แล้วถ้าเขาทำแบบนั้นกับเรา คุณจะยังรักเขาอีกไหม ยังรักสุดหัวใจอีกรึเปล่า คุ้มแล้วหรือ ที่จะเศร้าที่จะเสียใจ . . . ไม่คุ้มหรอก คนที่เราสมควรรัก คือคนที่รักเราและหวังดีกับเรา คนที่จะไม่มีวันทิ้งเราไป คนที่จะยืนอยู่ข้างเราเสมอต่างหากล่ะ ถ้าเขามาผลักให้คุณล้ม . . . แล้วคุณล้ม และร้องไห้อยู่ตรงนั้น คุณก็คือผู้แพ้ แต่หากคุณไม่ล้ม และยังยืนอยู่อย่างสง่า คุณคือผู้ชนะ อยากร้อง . . .ร้องไป ไม่มีใครห้าม เชื่อว่าวันนึงคุณเบื่อที่จะร้องทุก ๆ วัน อดทนหายใจต่อไป พอแล้ว . . . แค่หายใจ ไม่หนักหนานี่นา เดี๋ยวดีเอง ใคร ๆ เคยเจอ ใคร ๆ เคยเจ็บ . . . ถ้าทุกคนที่อกหักแล้วต้องตาย โลกนี้คงร้าง วันนี้หากคุณต้องอยู่คนเดียว (อีกครั้ง) . . . อย่าลืมถามตัวเองล่ะ ว่า. . . รักที่เคยอยู่ในใจ คุณจะเก็บเอาไว้เพื่อใคร เพื่อตัวเขา หรือเพื่อตัวคุณเอง . . . ถ้าเพื่อตัวเอง ก็ตัดมันทิ้งจากใจไปได้แล้วนะ เพื่อที่คุณจะได้พบรักใหม่ และไม่ทำให้ใครที่มารักคุณ ชอกช้ำใจ . คัดมาจากที่อื่น จริงๆแล้วมันโดนแค่ช่วงแรกเท่านั้นแหละ หลังๆไม่เกี่ยวเลย แต่คัดของเค้าเอามาแล้ว ก็ต้องเอามาให้ครบ ไม่งั้นถือว่าไม่ให้เกียรติกัน
ชีวิตนี้ เคยพูดว่ารักน้องแอ๊กสุดหัวใจแค่คนเดียวเอง แปลกใจเหมือนกัน หนูเจี้ยบที่เคยรักมาก ก็ยังไม่โศกเศร้าขนาดนี้ แล้วก็ไม่เคยพูดว่ารักสุดหัวใจด้วย กับน้องแอ๊ก ยังไม่ได้บอกเลิกอะไรกันเลย ยังทำให้เราซึมเศร้าเหงาหงอยได้ขนาดนี้ ไม่เป็นอันทำงานทำการ ไม่รู้ว่าน้องแอ๊กจะเป็นยังไงบ้าง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ดีเท่าไหร่นะ ไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย
มีคนเคยบอกว่า คนสองคน จะรักกัน อยู่ด้วยกันไปได้ตลอดรอดฝั่งจนแก่เฒ่านั้นจะต้องประกอบด้วยความรู้สึกสองอย่างด้วยกัน ความรัก และความผูกพัน ความรักทำให้หัวใจชุ่มชื่น ทำให้โลกเป็นสีชมพู ทำให้มีพลังช้างสาร เวลาที่เราเหน็ดเหนื่อย ท้อแท้กับชีวิต เราแค่อยากจะโทรไปหา ไปคุยด้วย ขอให้ได้ยินเสียง คุยด้วยซักห้านาที เราก็มีกำลังใจที่จะทำการทำงานต่อไป บางทีก็แค่อยากจะเจอกัน แว้บๆ ไปรับไปส่งซักหน่อย ได้เจอกัน คุยกันในรถ ก็ยังดี แต่นี่ก็เป็นแค่ความรัก ซึ่งจะขาดไม่ได้ซึ่งความผูกพัน
พี่กับน้องแอ๊ก ขาดไปซึ่งความผูกพัน เราไม่เคยได้มีกิจกรรมร่วมกันเลย คุณน้องทำแต่งาน คุณพี่ก็ทำแต่งาน ไม่ได้อยากจะทำมากมายขนาดนี้หรอกนะคะ แต่มันเป็นจังหวะชีวิตที่ตัวเองกำหนดไม่ได้ มันคืองานที่ต้องรับผิดชอบ มันคือความไว้เนื้อเชื่อใจที่ผู้ใหญ่มอบให้ และพี่ไม่สมควรทำลายเรื่องเหล่านี้
คุณพี่ไม่ได้เห็นงานดีกว่าแฟน เพียงแต่เรามีเวลาว่างไม่ตรงกัน คุณน้องอยากให้การเป็นแฟนกันคือการนึกถึงกันแล้วมีความสุข พี่พยายามจะทำ แต่การที่จะนึกถึงกันแล้วมีความสุขได้มันจะต้องประกอบมาจากพื้นฐานที่มีความสุข พี่อยากให้คุณน้องมีความสุข อยากดูแลคุณน้องให้มากกว่านี้ อยากให้พี่ใจดี พี่ก็ใจดี อยากให้โทรไปหา พี่ก็โทร ไม่อยากให้โทรไป พี่ก็ไม่โทร ไม่รู้เหมือนกันว่าทำตัวไร้ความคิดหรือเปล่า แต่คุณน้องต้องการ พี่ก็ทำให้
คุณน้องขอเวลาอยู่คนเดียวซักพัก ไม่ให้โทรหา ไม่ให้ sms ไป พี่ก็ทำให้ รับปากไปโดยไม่รู้ว่า "ซักพัก" เนี่ยมันจะนานซักแค่ไหน แล้วเมื่อไหร่จะรู้คำตอบ แล้วคำตอบจะออกมาเป็นอย่างไร ทั้งที่รู้ว่าใจตัวเองจะต้องเป็นทุกข์มากเพียงใด
วันนี้เป็นวันแรก คิดถึงน้องแอ๊กตลอดเวลา แต่ก็พยายามไม่โทรไปกวน ไม่ sms ไปหา ทั้งที่รู้ว่ามันจะทำให้เราเกิดช่องว่างมากขื้นเรื่อยๆ มีน้องบอกว่า บางทีการอยู่อย่างเหงาๆก็อาจทำให้เรารู้ใจตัวเองมาขึ้นก็ได้ คุณน้องไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมความรู้สึกถึงได้จางลง พี่พอจะรู้นะ เพราะว่าเรามีแต่รักเพียงอย่างเดียวเลย เราไม่มีความผูกพันเลยไงคะ
ไม่คิดว่าน้องแอ๊กจะเปิดเข้ามาอ่านนะคะ แต่ถ้าได้อ่าน ก็ขอให้รู้ว่าพี่รักและมีน้องแอ๊กคนเดียวในใจมานานแล้ว และจะยังรักน้องแอ๊กต่อไปค่ะ December, 2007 นานไปหรือเปล่า...นานไปหรือเปล่า สำหรับ blog ที่ไม่ได้เข้ามาเขียน blog จริงๆจังๆเลย เท่าที่จำได้ก็หลายเดือนมาแล้วนะ September กันยายน
จะว่าไปก็ตั้งแต่เริ่มทำโปรเจคนั่นแหละ จนป่านนี้ผ่านไป 3 เดือนกว่าๆแล้ว ชีวิตก็ยังคงเงียบเหงา
นานไปหรือเปล่า ที่ไม่ได้เปิดวิทยุสื่อสารมาหลายเดือน จนเพื่อนๆต้องเข้ามาเรียกใน MSN ว่าหายไปไหน ก็ตอบไปว่างานเยอะครับ แล้ววิทยุก็ไม่ได้อยู่ในรถ เลยไม่ได้คุยกันเลยช่วงเช้าๆ
นานไปหรือเปล่า ที่ชีวิตขาดการพักผ่อน มีวันหยุดพักร้อนเหลือ 9 วัน ก็ยังลาไม่ได้ ส่งเราไปทำงานที่ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต กลับมาสองวัน ได้ลาวันนึง ส่งไป TOT ภูเก็ตอีกแล้ว แผนจะไปเที่ยวมีอันพังพาบไปหมด เอาเข้าจริงๆก็ได้หยุดแค่ 5 วันเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่เป็นไร เปลี่ยนแผนใหม่ก็ได้ แทนที่จะไปเที่ยวให้เสียเงิน เปลี่ยนเป็นจัดบ้าน ปัด กวาด เช็ด ถู ซะหน่อยดีกว่า เดี๋ยวกตั้งใจว่าจะไปถอดสายไฟวิทยุในรถคันเก่า (ชื่อน้องหมูแดง) ออกมาดีกว่า เตรียมย้ายไปติดตั้งคันใหม่ (น้องจิตรประภัสสร) แล้วก็จะรื้อระบบสายอากาศออกด้วย เตรียมย้ายไปใช้กับน้องจิตรขาวอวบ เพราะว่าเปิดเทอมไปก็คงจะต้องกลับไปทำงานอีกเยอะๆเหมือนเดิม รู้ตัวอยู่แล้ว ว่าแผนการณ์มีอะไรบ้าง
นานไปหรือเปล่า สำหรัยการเดินทางไปทำงานนอกสถานที่ เปิดปีใหม่มาก็เดินทางก่อนเลย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี อาจจะมีสุราษฏร์ธานี กับนครศรีธรรมราชอีกครั้ง แล้วก็ต่อคิวไป TOT ภูเก็ต ถ้าโชคดี ก็จะมี TOT เชียงใหม่ด้วย เดือน เมษายน มี Singapore อีก 1 รอบ นี่คือเท่าที่มีในรายการนะ นอกรายการจะมีอะไรอีกก็ไม่อาจทราบได้ จริงๆแล้ว การไปทำงานที่ต่างจังหวัดก็เป็นเรื่องสนุกดีเหมือนกัน อะไรอะไรก็ดีไปหมด เสียอยู่อย่างเดียวก็คือ งานที่ กทม. จะต้องถูกดองเค็มไว้จนทำไม่ทัน ถามว่าเหนื่อยไหม ไม่เลย อยากไปไหม อันนี้ตอบไม่ถูก แต่มันก็สนุกดีนะ อย่างน้อยก็ไม่จำเจกับการตื่นเช้ามาทำงาน เย็นกลับบ้าน
นานไปหรือเปล่า ที่ชีวิตเราขาดความหมาย ครั้นจะว่าไป ชีวิตเรา เราก็ต้องดูแลเอง แต่บางครั้งเราก็อยากจะเข้าไปดูแลชีวิตคนอื่น แล้วก็อยากให้คนคนนั้นเข้ามาช่วยกันดูแลชีวิตเราด้วย ตอนนี้ก็มีคนที่อยากดูแลอยู่คนนึง จะว่าไปก็แปลกเหมือนกัน เราไม่ได้เจอกันเลย แต่เราก็คิดถึงกันตลอดเวลา อาจจะเหมือนที่เค้าร้องเพลงว่า "แต่เราก็หากันจนเจอ มันนานแค่ไหนที่คอยเธอมา รู้สึกไหมว่าชีวิตคุ้มค่า เมื่อมีใครซักคนข้างกาย" มีเค้าในใจแล้วรู้สึกว่าชีวิตนี้มีความหมายมากกว่าเดิมอีกเยอะมากเลย เมื่อวานเย็น น้องแอ๊ก เดินทางไปเชียงราย ถึงที่หมายเช้ามืดวันนี้ แปลกดีเหมือนกัน เหมือนกับว่าเราวิ่งไล่จับกันซะงั้นแหละ เราอยู่กทม. น้องแอ๊กไปเชียงใหม่ พอกลับ เราก็ลงใต้ น้องแอ๊กตามไปหัวหิน ก็ยังมีการไปสวนกันที่ หัวหิน อีกแน่ะ กลับมาอยู่ กทม. ได้ไม่กี่วัน เราไปภูเก็ต พอกลับมาเสร็จ น้องแอ๊ก ไปเชียงราย เดี๋ยวปีใหม่เราไปสามจังหวัดชายแดน น้องแอ๊กไปต่างประเทศอีก แต่ในที่สุดเราก็ต้องก็หากันจนเจอให้ได้แหละน่ะ โบราณว่า คู่กันแล้ว ไม่แคล้วกัน
นานไปหรือเปล่า ที่ไม่ได้บอกรักใครซักคน รักน้องแอ๊กตลอดเวลานะคะ November, 2007 เรื่องราวของการแต่งงาน Before / Afterโปรดอ่านและพิจารณาก่อนแต่งงาน ก่อนแต่งงาน เขา: ใช่เลย! ในที่สุดก็ถึงเวลาซักที ผมรอไม่ไหวแล้ว เธอ: เธอคิดจะเลิกกับฉันไหม? เขา: ไม่แน่นอน อย่าแม้แต่เพียงแค่คิด เธอ: เธอยังรักฉันอยู่หรือเปล่า? เขา: แน่นอน! เธอ: เธอเคยคิดจะเอาเปรียบฉันบ้างหรือเปล่า? เขา: ไม่หรอก! ทำไมเธอถามอย่างนี้ละ เธอ: เธอจะจูบฉันไหม? เขา: ได้ซิ! เธอ: เธอจะทำร้ายฉันไหม? เขา: ไม่มีทาง! ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น เธอ: ฉันจะไว้ใจคุณได้ไหม? หลังแต่งงาน ให้อ่านจากบรรทัดล่างสุดย้อนกลับขึ้นไป ทีละบรรทัดนะ !!!!!!!!!!! October, 2007 Talking about ลองเขียนดู
Quote ลองเขียนดู ของคุณใหญ่และมีคุณภาพแค่ไหน1.มีขนาดใหญ่กว่าความกว้างฝ่ามือ
2.มีขนาดไล่เลี่ยกับขนาดความยาวของฝ่ามือ 3.เมื่อกำมือให้แน่น มักจะใหญ่เกินมือนั้นนิดหน่อย 4.ขนาดของสิ่งนั้น มักจะไม่แปรผันตามตัวเจ้าของเสมอไป บางคนตัวใหญ่แต่...เล็ก บางคนตัวเล็ก แต่....นั้นใหญ่ 5.เมื่อถูกกระตุ้นโดยสิ่งเร้า จะเกิดอาการตอบสนองอย่างรวดเร็ว 6.เมื่อสิ่งเร้าเข้ามารุกแบบหนักหน่วง จะเก็บอาการไว้ไม่ได้ คนรอบข้างจะสังเกตเห็นได้ชัด 7.มีน้ำคอยหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา และน้ำที่ว่าจะผ่านเข้า -ออกอยู่เป็นประจำ 8.ชอบเอาสิ่งที่ว่านี้ไป "ใส่"อยู่กับคนอื่นอยู่เสมอๆ 9.คนรอบข้างที่ถูกสิ่งนั้น "ใส่" จะรู้สึกอาการชื่นชอบและต้องการถูก "ใส่" อยู่ซ้ำๆจนไม่อยากเลิก 10.สิ่งที่ว่านั้นไม่สามารถเปิดเผยในที่สาธารณชนได้ 11.หลายคนยอมตายเพื่อจะได้เอาสิ่งนั้นมา "ใส่" ไว้กับตัวเอง 12.หลายคนต้องตาย เพราะเอาสิ่งนั้นมา "ใส่"ไว้มากเกินไป 13.แต่สุดท้ายจะมีคนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้เป็นเจ้าของสิ่งๆนั้นและจะถูกมัน "ใส่" แต่เพียงผู้เดียว สิ่งนั้นคือ ..........."หัวใจ" ไงล่ะจ๊ะ..........วันนี้คุณได้ "ใส่ใจ" ให้กับคนที่คุณรัก และ รักคุณหรือยัง September, 2007 แอบรัก || secretly lovely14 อาการ แอบรัก เวลาที่คุณแอบรักหรือแอบชอบใครคนนึง คุณมีอาการแบบนี้กันรึป่าว 1. อยากเห็นหน้าไม่งั้นบ้าตาย 2. คิดถึง…ตั้งแต่ตี่นนอน..จนถึงเข้านอน.. หรือไม่ก็ฝันมันซะเลย ไม่เว้นแม้แต่เข้าห้องน้ำ 3. เห็นหน้าเขาคนนั้นทีไร หัวใจก็เต้นโครมครามโดยไม่มีเหตุผล 4. แอบมองเขาทั้งระยะใกล้และระยะไกล ไม่ให้เขารู้ตัว ไม่กล้าสบตา เดี๋ยวเขารุ้ 5. เกาะติดสถานการณ์ เห็นเขาอยู่ไหน พยายามพาตัวเข้าไปใกล้ๆ 6. อยากรู้จัก อยากพูดคุย อยากได้ยินเสียง อยากยิ้มให้ 7. โรแมนติกขึ้นมาหน้าตาเฉย มีการพับดาวใส่ขวด เขียนกลอน เพ้อรำพึงรำพัน 8. เห็นเขาเดินกับใคร คุยกับใคร หัวใจปั่นป่วนจวนจะระเบิด 9. หวั่นไหวไปกับเสียงเพลง และมิวสิควีดีโอ แอบยิ้มหวานคนเดียว 10. ห่วงใยความสวยของตัวเอง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน 11. สืบเสาะแสวงหาข้อมูลส่วนตัวของเขา เกิดวันไหน เรียนห้องอะไร บ้านอยู่ไหน เบอร์โทรอะไร หาให้วุ่น 12. อยากรู้ว่าเขาชอบอะไร ดูหนังฟังเพลงแบบไหน อะไรนะที่เป็นของโปรด 13. เริ่มคิดหนักว่าเขามีใครเป็นหวานใจรึยัง แล้วอย่างเราเนี่ยเสป็คเขารึเปล่า เริ่มจินตนาการต่างๆนานา 14. เริ่มบนบานศาลกล่าว ผ่านดวงดาว ลมหนาว ดวงจันทร์ ยันดวงอาทิตย์ ช่วยให้สมหวังทีเท๊อะ หากคุณมีอาการเหล่านี้เพียง5ข้อ ก็ให้รู้ตัวไว้นะว่า คุณน่ะ แอบชอบเค้าเต็มเปาแล้วหละ (แอบรักใคร ก็บอกเค้าให้รู้ตัวนะคะ บางที อาจจะใจตรงกันอยู่ก็ได้) September, 2007 แอบเหงา || secretly lonelyเมื่อกี้นี้ระหว่างที่ฝนใกล้จะตก เมฆลอยต่ำทำให้รับโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม KU-Band ไม่ได้ก็เลยมากดๆๆๆๆคอมพิวเตอร์ อยากรู้ว่ามีผู้ใดมาแอบอ่าน blog ของเราบ้าง อยากรู้จริงๆนะ เพราะได้ยินมาว่ามีเข้ามาอ่านเยอะ แต่ไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้บ้างเลย ว่าจะหาวิธีเอา counter มาใส่ไว้บ้างก็คงจะดี
และแล้ว
มือเจ้ากรรมก็ดันไปกดเปิดหน้า space ของใครคนนึงขึ้นมา ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ไหนๆเปิดมาแล้วก็ดูซะหน่อย หลังจากที่ไม่ได้เข้ามาดูนานแล้ว ดูๆไปเริ่มรู้สึก ยิ่งดูยิ่งรู้สึกว่าตัวเองขาดไป ยิ่งดูยิ่งเหงา แอบเหงาเงียบๆคนเดียว
มีไม่กี่คนเท่านั้น ที่สะกดชื่อเราถูก จอ จาน ทั้งนั้นเลย ไม่น่าเลยจริงๆ
เศร้า สร้อย หงอย เหงา
คอตก หูตูบ
ฮ่วย... September, 2007 ไปเที่ยวอัมพวา Part IIมาเขียนต่อเรื่องไปเที่ยว
หลังจากที่จัดการเรื่องที่พักเรียบร้อยเราก็กลับออกมาที่ อุทยาน ร.2 ที่เดิม (13 25' 35.5"N 99 57' 14.9"E) แล้วตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะมาทำไม ลงรถที่ตลาดแล้วหาที่ซุกหัวนอนเรียบร้อยแล้วค่อยมาก็ยังได้ ดูนาฬิกา เพิ่งจะบ่ายสองเอง อย่ากระนั้นเลย เสียค่าบัตรเข้าชมคนละ 20 บาท เข้าไปเดินขมอุทยาน ร.2 ดีกว่า จริงๆแล้วพวกเราก็ไม่ค่อยได้สนใจสถานที่สวยงามซักเท่าไหร่เพราะว่าเรามาเที่ยวนี่ เน้นกินและนอนเป็นหลัก เดินเที่ยวไปเรื่อย แล้วก็ขึ้นไปเที่ยวชมอุทยานที่จัดไว้คล้ายๆเป็นพิพิธภัณท์เล็กๆ มีเครื่องลายคราม เครื่องดนตรีไทย และของโบราณพวกภาพวาด เครื่องปั้นดินเผานิดหน่อย แต่เค้าห้ามชักภาพเลยไม่มีหลักฐานมาให้พิสูจน์กัน ไปเจอภาพนึง เป็นภาพที่ทำจากผ้าปักเป็นลายไทย สวยงามพอสมควร นึกขึ้นได้ว่าภาพพวกนี้ถ้ามองรายละเอียดดีๆมักจะมีเรื่องบัดสีแอบอยู่ในรายละเอียด (เหมือนภาพในวัดพระแก้วที่เป็นข่าวใน forward email น่ะแหละ) ลงมาด้านล่างมีร้านขายของที่ระลึก และที่ขาดไม่ได้ ขนมไง มี Ice-cream มะพร้าวอ่อน หรือว่า กะทิสดก็ไม่รู้ จำไม่ได้ อร่อยดี ได้รสชาติมะพร้าว ถ้วยละสองสกู้ป สิบห้าบาท แล้วก็มีน้ำมะตูมเป็นเครื่องดื่มคลายร้อน กินเสร็จแล้วเราก็เดินต่อไปทางริมน้ำ มีรูปปั้นลอยตัวของ ชาลาวันกับไกรทองอยู่ในสระน้ำเล็กๆ ที่เดินมาเนี่ยไม่ได้จะไปดูความงามของริมแม่น้ำแต่อย่างใดเลย หากแต่เพียงว่า ต้องการมาหาก๋วยเตี๋ยวเรือกินต่างหาก วิโรจน์บ่นหิวมาได้ซักพักนึงแล้ว ก็ยังหาก๋วยเตี๋ยวเรือไม่ได้ เห็นมีแต่ก๋วยจั๊บเรือ (จริงๆแล้วคือก๋วยจั๊บธรรมดานี่แหละ แต่ขายบนเรือ ก็เลยเรียกก๋วยจั๊บเรือ) เลยเปลี่ยนใจ ออกมากินขนมจีนที่ร้านสวัสดิการของอุทยานแทน ร้านเล็กนะ แต่มีอาหารเยอะพอสมควร มีทั้งข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยวหมู น้ำตก น้ำใส ส้มตำ น้ำตก หมูปิ้ง ขนมจีนน้ำยา ขนมจีนน้ำพริก ขนมจีนซาวน้ำก็มี มีขนมไทยด้วยแต่ไม่ได้ลอง เราสั่งขนมจีนแกงเขียวหวานมาลอง แต่กินไปนิดเดียว เพราะไม่ได้หิว แค่ตะกละ อยากชิมให้รู้รสเฉยๆ น้องสองคนกินซะเรียบเลย ดูเวลาอีกทีบ่ายสามโมงครึ่ง ใกล้เวลาแล้ว ก็เลยต่อด้วย เตรียมตัวหนึ่ง (ฮา) ไม่ฮาไม่เป็นไร มุขของคนเล่นวิทยุน่ะ เดินไปห้องน้ำมีกล่องให้หยอดค่าบำรุงห้องน้ำคนละ 2 บาท ล้วงกระเป๋าเจอแต่เหรียญห้า หยอดห้าบาทก็ได้ เสร็จแล้วเดินออกจากอุทยานไปตลาดน้ำ แวะซื้อขนมไทย ทองหยิบกะฝอยทองเป็นของฝาก ไปถึ
ตลาดน้ำเริ่มมีคนมาขายของกันแล้ว เราจะเดินแล้วดูแต่ของกิน แต่น้องทั้งสองเค้าดูของที่กินไม่ได้ด้วย เช่นพวกเสื้อผ้า หรือพวกของ ติ้ส ทั้งหลาย เราเดินไปเจอเสื้อ สะดุดตามากๆ เพราะว่าเป็นลายปักรูปแมว หลังจากคุ้ยของในร้านเค้าอยู่นานก็พบว่าเราโชคไม่ดี ไม่มีขนาดที่เราใส่ได้เลย เลยเก็บมาแต่รูปถ่าย มีร้านขายปลาเค็มสด ราคาไม่แพง ดีด้วย เนื้อแดงๆ ไม่เค็มเกินไป มีร้านขนมไทยเยอะพอควร พวกวุ้น สังขยา ขนมชั้น ขนมเปียบปูนก็มี เดินต่อไปมีผัดไทย ถามเพื่อน่วมทาง สนไหมห่อเดียวหารสาม ทุกคนพยักหน้า อ๊ะ อย่าเข้าใจผิดว่าห่อเดียวยังต้องหารกันจ่ายนะจ๊ะ หารสามน่ะ หมายถึงแบ่งกันกินต่างหาก ห่อเดียวร่วมกันรับผิดชอบ เดินเข้าไปเรื่อยๆ มีร้านทำขนมไทยจำพวกตัวเงินตัวทอง เอ้ย ไม่ใช่ พวกทองทั้งหลาย หม้อแกง ฟักทอง ทองหยิบ ทองหยอด ฟอยทอง ถั่วทอง เม็ดขนุน ขนมหม้อแกงก็มี หม้อแกงที่นี้ขายพร้อมหม้อเป็นหม้อดินเผา คล้ายๆกระถางเล็กๆ มีให้ชิมด้วย เราก็เลยชิมจนอิ่ม เอ้ยไม่ใช่ ชิมให้รู้รสว่าอร่อยหรือเปล่า ถ้าอร่อยเราจะได้มาซื้อวันรุ่งขึ้นก่อนกลับบ้าน จะได้ไม่ต้องแบกให้เหนื่อยแหละหนัก
เดินต่อไปอีก มีร้านของกินเยอะมาก ทั้งอาหารคาวหวาน ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ก๋วยจั๊บเครื่องใน เกาเหลาเครื่องใน เห็นร้านขายลอดช่องท่าทางท่าอร่อย แต่พลาดไปไม่ได้ลองชิม เดินเลียบคลองเข้าไปมีร้านขายสัตว์น้ำ กุ้งเผา ปูเผา หมึกย่าง หอยเผา ลอยน้ำขายกันอยู่ คนเยอะมากเราก็เดินเลยไปก่อน เข้าไปอีกมีร้านขายของที่ระลึก มีของกินมีขนม เพียบ เราซื้อขนมตาลบูด ไม่สิถ้าบูดเราคงไม่ซื้อหรอก ขนมตาลซื้อแล้วไม่ได้กิน เพราะเอาไปฝากคนอื่น มีอีกร้านที่ชอบก็คือร้าน ice-cream อีกแล้ว ครึ่งร้านทางซ้าย (หันหน้าออกจากร้านนะจ๊ะ) ขายน้ำทั้งหลายจำพวก ชา กาแฟ โอเลี้ยง โอยั๊วะ ชามะนาว แล้วอีกครึ่งที่เหลือก็ตั้งตู้ไอศครีม มีสองตู้แยกกัน ตู้นึงเป็นพวก หวานเย็นมีไอศครีมผลไม้เป็นหลัก ถ้านึกไม่ออกก็ให้นึกถึง ไอเบอรี่น่ะ ใช่เลย อีกตู้เป็นพวก Ice-cream ที่มีครีมเป็นส่วนประกอบ ก็ ice-cream ทั่วไปน่ะแหละมอคค่า กะทิ วานิลาทำนองนี้ แต่ที่นี่มี ice-cream yakult ด้วย ลองกินไปเมื่อครั้งมาคราวที่แล้วรสชาติอร่อยดี
อีกร้านที่จะลืมไปไม่ได้ก็คือร้านโปสการ์ดที่ระลึกนามว่า "โลกนี้มีใบเดียว" Concept ของร้านนี้ก็คือ อนุรักษ์ธรรมชาติ รณรงค์ให้คนถือตะกร้า หิ้วถุงผ้าไปตลาด เวลาซื้อของนะ ถ้าเค้าเห็นว่าเราไม่มีถุงใส่ เค้าจะเอาถุงพลาสติกที่ใช้แล้วจากบ้านเค้ามาให้เราใส่ แล้วยังกำชับว่าถุงพลาสติกเอาไปแล้วให้เอาไปใช้ต่อด้วยนะ อย่าทิ้ง แหม น่ารักจริงๆเลย อีก Concept นึงก็คือโปสการ์ดร้านนี้ (เฉพาะที่อยู่ใน Concept) จะมีเพียงใบเดียวเท่านั้น ไม่ต้องกลัวว่าจะซ้ำกันใครในโลกนี้ มีใบเดียวจริงๆ ร้านนี้ยังมีบริการถ่ายรูปทำโปสการ์ดด้วยนะ โลกนี้มีใบเดียวอีกเหมือนกัน เจ้าของร้านอัธยาศัยดีมาก จากการสอบสวน เอ้ย สอบถามได้ความว่า ชื่อพี่แจ๊ค เรียนเศรษศาสตร์ น้องๆซื้อของ เราถ่ายรูปโปสการ์ด มีการ์ดแมวเยอะมั๊กๆ
ตอนนี้พักไว้แค่นี้ มาจบกันคราวหน้า Part III นะจ๊ะ September, 2007 ไปเที่ยวอัมพวา Part Iเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีน้องมาชวนแบกเป้ไปเที่ยวกัน เน้นเที่ยวตามใจฉัน ไม่เอาทัวร์ชะโงก
แบบนี้โดน จัดไปอย่าให้เสีย
เรามากันสามชีวิตชายสอง หญิงหนึ่ง มากันแบบลุยๆ นั่งรถสาธารณะไม่จองที่พัก กะว่ามาหาเอาดาบหน้าซะงั้น แต่ก็ต้องขอบคุณน้องเฟรินที่เป็นธุระจัดหารายละเอียดได้ครบถ้วน เริ่มจากนัดเจอกันที่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (13 45' 59.8"N 100 32" 20.6"E) เช้าวันเสาร์ที่ 8 กันยายน ใช้บริการรถตู้ อนุสาวรีย์ชัย-แม่กลอง ค่ารถคนละเจ็ดสิบบาท มาลงรถที่ตลาดอัมพวา จากนั้นก็ต่อด้วยรถสองแถวไปที่ตลาดน้ำซึ่งติดกับ อุทยาน ร.๒ ค่ารถ 7 บาทเอง
หาที่พัก ถ่ายรูปสองสามใบแล้วเราก็เริ่มหาที่ซุกหัวนอนกัน ตลาดน้ำจะเริ่มคิกคักก็สี่โมงครึ่งเย็น เราเลยกะว่า หาที่นอน เอาของไปวางจะได้ไม่ต้องแบก แล้วก็มาเที่ยวกัน น้องเฟรินหาที่พักมาหลายที่ เน้นธรรมชาติ โฮมสเตย์ หรือไทยโบราณเป็นหลัก ใช้โทรศัพท์ให้เป็นประโยชน์ ที่แรกเต็ม ที่สองเต็ม ใจเริ่มแป้ว ที่สามยังว่าง ที่สี่เต็มอีกแล้ว ที่ห้ายังว่าง เราก็เลยลองไปดูที่สามก่อน ก่อนไปก็นัดแนะว่าให้ใจแข็งเข้าไว้ ไปดูเฉยๆ อย่าหลวมตัวถ้าไม่ถูกใจจริงๆ ประมาณว่า สวยเลือกได้งั้นเหอะ
ปรากฏว่าเป็นที่พักแบบรีสอทริมน้ำธรรมดา ราคาปกติ ก็เลยตั้งใจว่าจะไปดูหมายเลขห้าก่อนแล้วค่อยเลือก ทีนี้ ไอ้ตอนมาเนี่ยเราก็นั่งรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างมา ที่พักก็อยู่ในซอยเข้าไปลึกเหมือนกัน แล้วเราก็ลืมว่าจะกลับออกไปกันยังไง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนครับพี่น้อง สองมือหิ้วกระเป๋า สองเท้าก้าวเดินไป ประมาณ 10 นาทีเราก็มาถึงปากซอย นั่งพักที่ศาลาคนเศร้า น้องกิม-วิโรจน์ เห็นรถเครื่อง เป็นมอเตอร์ไซด์ ดัดแปลงให้เป็นรถสามล้อ เสียดายมากที่ลืมถ่ายรูปเต็มคันมา จากการสอบถามทำให้ทราบว่า มีรถแบบนี้เพียงคันเดียว ไม่ได้มาเป็นวินสามล้อเหมือนที่เข้าใจกัน ลุงคนขับชื่อ ชะยัน (สะกดไม่ถูก) ส่วนรถเครื่องนี้ เรียกกันว่ารถสกายแลป ชื่อ Inter ซะด้วย
จากปากซอยที่นั่งพัก ก็เดินทางมายังหมายเลขห้า คุ้มขุนศรีวังชัย อยู่ในซอยวัดลังกา เข้าซอยมาลึกกว่าหมายเลขสามอีก พอมาถึงงแล้วก็ถึงกับช๊อก ทำไมไม่เหมือนกับรูปในเวปเลยหละ เราสามคนทำหน้าเซ็งๆ เดินเข้าไป ทำหน้าเหมือนไปติดต่อราชการไทย แล้วก็ตะลึง บ้านทรงไทยเรื่อนไม้ทาสีใหม่ ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม เราสามคนมองหน้ากัน เป็นที่รู้กันว่าที่นี่แหละ ไม่ไปไหนแล้ว
ตกลงราคากันจากปกติ พันแปดร้อยบาท พักได้ 8 คน แต่เรามากันสามคนขอส่วนลดได้นิดหน่อย โชคดีที่มาเจอกับเจ้าของบ้านพอดี เป็นคนกรุงเทพนี่แหละ พาครอบครัวมาเที่ยววันหยุดเหมือนเราเลย พี่เค้าชื่อสรยุทธ์ แนะนำเราว่ามีเรือรู้จักกันพาชมหิ่งห้อยได้ ต่อราคาให้เสร็จสรรพ มาถามว่าเอาไหม ไม่เอาไม่เป็นไรนะไม่ว่ากัน อืม เราก็เห็นว่าราคาพอจ่ายได้ ก็ตกลงไป พี่เค้าบอกว่าจ่ายเงินกันเองนะ ไม่ได้หักค่าใช้จ่ายใดๆ ราคาต่อหัวก็แพงกว่าราคาขายปลีกทั่วไปนิดหน่อย แต่มีดียังไง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังคืนนี้ August, 2007 Cable TVเคยนั่งนึกถึงเรื่องนี้มานานแล้วเพิ่งจะได้มีโอกาสเขียนถึง (บ่น)
บ้านใครบอกรับสมาชิก Cable TV บ้างหรือเปล่า ก็ UBC น่ะแหละไม่ต้องงง จะเห็นว่าผู้ให้บริการมีรูปแบบชุดของรรายการให้เลือกอยู่ 3-4 แบบด้วยกัน และก็มีรูปแบบรายการพิเศษให้เลือกมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่เห็นก็มี ความรู้ ทองแดง เงิน ทอง แล้วก็ทองคำขาว (Knowledge, Bronze, Silver, Gold, and Platinum) มีให้เลือกดูตั้งแต่ 34ช่องรายการ ไปจนถึง 80กว่าช่องรายการ แต่ถามจริงๆ และตอบแบบตรงไปตรงมาว่าดูกันกี่ช่อง?
สำหรับผู้เขียนเองแล้วดูไม่เกิน 10 ช่องเท่านั้น!
1) AXN ดูเป็นประจำ ดูเกือบทุกวัน บางวันก็หลายรายการ มีน้องที่รู้จักคนหนึ่งบอกว่าถ้าไม่มี AXN ชีวิตต้องอับเฉาแน่นอน
ตัวอย่างรายการ: 24, Lost, CSIs, etc.
2) History Channel อันนี้เป็นความชอบส่วนตัว
3) Discovery channel, Natianal Geographic, ช่องสารคดี นี่ก็ไม่ได้ติดตาม แต่ถ้ามีสำระน่าสนใจผ่านเข้ามาก็ดูเหมือนกัน
4) HBOs, Cinemax, Hallmark, และช่องหนังอื่นๆ อันนี้ไม่ได้ติดตามดู แค่เผื่อไว้ว่ามีหนังน่าสนใจผ่านเข้ามาในบางครั้ง ส่วนมากจะเป็นหนังเก่าๆหน่อย
คุ้มแล้วหรือ ที่ต้องถูกบังคับจ่ายค่า package ราคาแพงเพื่อดูไม่กี่ช่อง? |
|
|||||||
|
|
|||||||||
|
|